Get Adobe Flash player

Saint Joseph si Songkhram school

พระคาร์ดินัลคือใคร

ตำแหน่ง “พระคาร์ดินัล” เป็นสมณศักดิ์สูงสุดในพระศาสนจักร(โรมัน)คาทอลิก รองจากสมเด็จพระสันตะปาปา พระคาร์ดินัล มีหน้าที่ช่วยเหลือให้คำปรึกษาแนะนำแก่พระสันตะปาปาในงานปกครองพระศาสนจักร เปรียบเสมือนวุฒิสมาชิกหรือองคมนตรีของพระสันตะปาปา นอกจากนั้นยังเป็นหัวหน้าบริหารสมณกระทรวง สมณองค์การ และหน่วยงานอื่นๆ ของพระ ศาสนจักร เปรียบเสมือนรัฐมนตรี ของพระศาสนจักรและของรัฐวาติกันบางครั้ง พระคาร์ดินัลอาจรับแต่งตั้งเป็นผู้แทนองค์พระสันตะปาปา ไปต่างประเทศในโอกาสสำคัญพิเศษได้อีกด้วย “คณะพระคาร์ดินัล”ซึ่งรวมเรียกว่า“TheSacred College of Cardinals” ยังมีหน้าที่บริหารพระศาสนจักรในระหว่างที่ตำแหน่งพระสันตะปาปาว่างลง (Sede Vacante) อีกด้วย หลังจากที่พระสันตะ ปาปาสิ้นพระชนม์ คณะพระคาร์ดินัลจะต้องมาประชุมกันเพื่อทำการเลือกตั้งพระคาร์ดินัลองค์หนึ่งขึ้นเป็นพระสันตะปาปาแทนต่อไป

คำว่า “คาร์ดินัล” (ภาษาอังกฤษ“Cardinal” ภาษาลาติน “Cardinalis”) มาจากคำภาษาลาตินว่า “cardo” ซึ่งแปลว่า บานพับ “แกนหมุนอยู่ กับที่” “เดือยประดู” ตำแหน่งคาร์ดินัล จึงหมายถึง “บุคคลหลัก” ของงานบริหารในคริสตจักรแต่ละแห่ง หรือที่ดำรงตำแหน่งบริหารงานสำคัญ ในพระศาสนจักรเป็นการถาวร

สถาบัน “คาร์ดินัล” ไม่มีกล่าวถึงเลยในพระคัมภีร์ ทั้งในพันธสัญญาเดิมและในพันธสัญญาใหม่ เพราะเป็นสถาบันที่เกิดขึ้นภายในพระศาสนจักรกรุงโรมเอง หลักฐานกล่าวถึง ”คาร์ดินัล” มีปรากฏอยู่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 5 ตั้งแต่แรกต ำแหน่งนี้ หมายถึง พระสงฆ์ ซึ่งประจำอยู่กับเขตวัด (tituli) ต่างๆ ของกรุงโรม ในอาณัติของพระสันตะปาปา (ในใจความนี้ตำแ หน่ง คาร์ดินัล จึงยังใช้กับพระสงฆ์ประจำในอาสนวิหารสำคัญบางแห่งนอกกรุงโรมอีกด้วย เช่น ที่ คอนสแตนติโนเปิล มิลาน ราเ วนนา ฯลฯ แต่ในที่สุดตำแหน่งดังกล่าวนอกกรุงโรมก็เลิกไป พระสันตะปาปาปีโอ ที่ 5 ในปี ค.ศ. 1567 ได้ทรงกำจัดตำแหน่ง คาร์ดินัล ไว้สำหรับกรุงโรมเท่านั้น) แต่ผู้ที่มีตำแหน่ง คาร์ดินัล คือ หัวหน้าคณะสงฆ์ในเขตวัดแต่ละแห่งเท่านั้น (ดังนั้น คำว่า คาร์ดินัล จึงมีความหมายว่า “ประมุข” “หัวหน้า” ด้วย) คาร์ดินัลหัวหน้าสงฆ์ในเขตวัดของ กรุงโรมเช่นนี้จึงได้ชื่อว่า “พระค าร์ดินัล-สงฆ์” (Cardinal Priests) จำนวนเขตวัดที่มี คาร์ดินัลประจำนี้ แต่เดิมมีจำนวน 25 เขต ในศตวรรษที่ 6 และต่อม าได้เพิ่มเป็น 28 โดยแบ่งขึ้นกับ พระมหาวิหารทั้งสี่ คือ พระวิหารนักบุญเปโตร, พระวิหารนักบุญเปาโล, พระวิหารนักบุญ ลอเรนซ์ และพระวิหารสันตะมารีอา มาเจอเร มหาวิหารละ 7 เขต โดยที่ คาร์ดินัล เหล่านี้มีหน้าที่มาร่วมศาสนพิธีในมหาวิหารดังกล่าว ตามที่มีกำหนดไว้อีกด้วย

นอกจาก พระคาร์ดินัลสงฆ์ แล้ว ตำแหน่ง คาร์ดินัล ยังเป็นตำแหน่งที่ให้กับ สังฆานุกร (Deacons) ผู้มีหน้ าที่เอาใจใส่ดูแลคนยากจนในเขตต่างๆ ทั้ง 7 เขตของกรุงโรมอีกด้วย ต่อมาในสมัยกลาง (Middle Age) การแบ่งเขตดังกล่าวได้ยกเลิกไป แต่ตำแหน่ง พระคาร์ดินัล-สังฆานุกร ยังคงมีอยู่ต่อมา แต่เปลี่ยนไปเป็นตำแหน่งประจำวัดที่เคยเป็น “Diaconia” หรือ สำนักงานเมตตาสงเคราะห์ ที่สังฆานุกรแต่ละท่านเคยปฏิบัติงานอยู่แต่เดิม วัดหรือ Diaconia ดังกล่าวมีจำ นวน 7 แห่ง ตามจำนวนเขต ต่อมาจำนวน พระคาร์ดินัล-สังฆานุกร เพิ่มขึ้นเป็น 16 ในศตวรรษที่ 8 และเป็น 18 ในศตวรรษ ที่ 12 ในจำนวนนี้ 6 ท่าน มีหน้าที่ช่วยศาสนพิธีของพระสันตะปาปาที่มหาวิหารลาเตรันและได้ชื่อว่า “palatine deacons” (สังฆานุกรประจำวัง) แยกจากสังฆานุกรอื่นๆ ที่เรียกว่า regionary deacons (สังฆานุกรประจำเขต) ประมุขของพระคา ร์ดินัล-สังฆานุกร เรียกว่า “Arch deacon” (อัครสังฆานุกร) มีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยในกรุงโรม และดูแลทรัพย์สินของพระสันตะปาปา จึงนับเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในพระศาสนจักรกรุงโรม รองจากพระสันตะปาปาในสมัยกลาง

ในศตวรรษที่ 8 สมัยพระสันตะปาปาเคลเมนต์ ที่ 3 (ค.ศ.768-772) เป็นอย่างช้า พระสังฆราชประจำสังฆมณ ฑล 7 แห่งที่อยู่รอบๆ กรุงโรม คือ ออสตีอา, ปอร์โต, ซันตา-รูฟีนา (ซิลวา-กันดิดา), อัลบาโน, ซาบีนา, ตุสกุลุม(ฟรัสกาตี) แล ะปาเลสตรีนา ต้องมีหน้าที่พลัดกันมา ประกอบศาสนพิธีที่พระมหาวิหารลาเตรัน แทนองค์พระสันตะปาปาพระสังฆราชเหล่านี้จึงได้ชื่อว่า พระคาร์ดินัล-สังฆราช (Cardinal- Bishops) เพราะทำหน้าที่นอกเขตสังฆมณฑล ของตน

จึงเห็นได้ว่าในสมัยแรกตำแหน่ง คาร์ดินัล เป็นตำแหน่งเฉพาะของคณะสงฆ์แห่งกรุงโรม (ประกอบด้วยพระสงฆ์ สังฆานุกร และพระสังฆราช) ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานใกล้ชิดกับพระสันตะ ปาปา ทั้งในการบริหารและศาสนพิธี ต่อมาในสมัยพระสั นตะปาปาเลโอที่ 9 (ค.ศ.1048-1054) ที่ปรึกษาใกล้ชิดของพระสันตะปาปา ในงานปฏิรูปพระศาสนจักรที่พระสันตะปาปาทร งเรียกมาจากที่อื่นนอกกรุงโรม ( เยอรมัน ) ก็ได้รับตำแหน่ง คาร์ดินัล ด้วย บุคคลที่รับตำแหน่งนี้จึงไม่จำกัดอยู่แต่แวดวงคณะส งฆ์ชาวโรมเท่านั้น นอกจากนั้นอำนาจหน้าที่ของพระคาร์ดินัลยังแผ่กว้างออกไปนอกกรุงโรมและคาบสมุทรอิตาลีอีกด้วย ในเมื่อ พระสันตะปาปาทรงใช้พระคาร์ดินัลเหล่านี้ ให้เดินทางแทนพระองค์ไปปฏิบัติภารกิจในที่ต่างๆ ทั่วยุโรป แม้ว่าพระคาร์ดินัลชา ติอื่นๆ ได้รับการแต่งตั้ง จำนวนพระคาร์ดินัลชาวอิตาเลียน ก็ยังมีจำนวนมากกว่าชาติอื่นๆ ตลอดมา ยกเว้นในสมัยที่พระสันตะ ปาปาทรงย้ายสำนักไปอยู่ที่ เมืองอาวีญอง ประเทศฝรั่งเศสตอนใต้ ในระยะนั้นพระคาร์ดินัลส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศส เช่นเดียวกับพระสันตะปาปา

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1150 คณะพระคาร์ดินัล ( Sacred college of Cardinals ) กลายเป็นองค์การหลัก ในการบริหารงานของพระศาสนจักรในฐานะที่ปรึกษาของพระสันตะปาปา และมีพระคาร์ดินัล-สังฆราชแห่งออสตีอาเป็นหัวหน้า (Dean) คณะพระคาร์ดินัลประกอบด้วยพระคาร์ดินัลทั้ง 3 ขั้นคือ พระคาร์ดินัล-สังฆราช, พระคาร์ดินัล-สงฆ์ และพระคาร์ดินัล-สังฆานุ กร นอกจากพระคาร์ดินัล-สังฆราชแห่งออสตีอาที่เป็นหัวหน้าคณะแล้ว พระคาร์ดินัลอีกองค์หนึ่งยังมีตำแหน่ง “Carmerlengo” มีหน้าที่บริหารงานเกี่ยวกับทรัพย์สินของพระศาสนจักรอีกด้วย

ขั้นทั้งสามของพระคาร์ดินัล แต่แรกก็ตรงกับขั้นศีลบวชที่พระคาร์ดินัลแต่ละท่านได้รับนั่นเอง แต่ต่อมาขั้นดังกล่า วอาจไม่ตรงกับความจริงเสมอไป เพราะมีการแต่งตั้งพระสังฆราชประจำสังฆมณฑลอื่นๆ ให้ดำรงตำแหน่ง “พระคาร์ดินัล-สงฆ์” ประจำวัดในกรุงโรมเป็นเพียงเกียรตินามเท่านั้น จำนวนวัดประจำตำแหน่งจึงเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย ส่วนตำแหน่ง “พระคาร์ดินัล-สังฆานุกร” ก็มักจะได้แก่พระสงฆ์ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในสำนักงานบริหารต่างๆ ของพระศาสนจักร

จำนวนพระคาร์ดินัลในสมัยกลางมีไม่เกิน 53 แบ่งตามขั้นได้ ดังนี้ พระคาร์ดินัล-สังฆราช 7 (ภายหลังลดเหลือเพียง 6), พระคาร์ดินัล-สงฆ์ 28, พระคาร์ดินัล-สังฆานุกร 18, แต่ความเป็นจริงแล้วจำนวนพระคาร์ดินัลมีน้อยกว่ากำหนดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังศตวรรษที่ 13 เช่นกัน ในสมัยพ ระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 4 (ค.ศ. 1254-1261) จำนวนพระคาร์ดินัลลดลงเหลือเพียง 7 องค์เท่านั้น พระสังคายนาที่เมืองคอนสแตนส์ (ค.ศ. 1418) กำหนดจำนวนพระคาร์ดินัลไว้เพียง 24 องค์ ในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1586 พระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 (ค.ศ. 1585-1590) ได้ทรงกำหนดจำนวนพระคาร์ดินัลไว้ให้เพียง 70 ท่าน ที่ท่านโมเสสตั้งให้เป็นผู้ช่วยปกครองประชากรอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร (เทียบ กดว 11:16-30) โดยแบ่งจำนวนตา มขั้นต่างๆ ดังนี้คือ พระคาร์ดินัล-สังฆราช 6 องค์ (ประจำสังฆมณฑลออสตีอา, อัลบาโนล, ฟรัสกาตี, ปอร์โต-ซันตารูฟีนา, เวลเล ตรี และปาเลสตรีนา) พระคาร์ดินัล-สงฆ์ จำนวน 50 องค์ ส่วนมากเป็นพระอัครสังฆราชหรือพระสังฆราชจากสังฆมณฑลต่างๆ ทั่วโลก และพระคาร์ดินัล-สังฆานุกร จำนวน 14 องค์ แต่พระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้ทรงยกเลิกกฎเกณฑ์นี้ จำนวนพระค าร์ดินัลในสมัยของพระ องค์ ท่านมีมากกว่า 80 องค์ พระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ทรงแต่งตั้งพระคาร์ดินัลถึง 27 องค์ ทำให้จำนว นพระคาร์ดินัลเพิ่มถึง 103 องค์ จำนวนพระคาร์ดินัลเมื่อปี ค.ศ. 1969 มีถึง 134 องค์ พระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ทรงแ ต่งตั้งพระคาร์ดินัลใหม่คราวนี้ (2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983) ถึง 18 องค์ ทำให้จำนวนพระคาร์ดินัลเพิ่มขึ้นไปถึง 138 องค์ จาก ชาติต่างๆ ทุกทวีปน่าสังเกตว่าตำแหน่งพระคาร์ดินัลซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงตำแหน่งโดยเฉพาะของคณะสงฆ์ชาวโรม ได้กลายเป็น คณะบุคคลที่มีสมาชิกจากทุกทวีปในโลก เป็นการแสดงออกถึงสากลของพระศาสนจักร คาทอลิกอย่างแท้จริง ถึงกระนั้นสา กลภาพนี้ค่อยๆ แสดงออกทีละน้อย แต่แรกคณะพระคาร์ดินัลประกอบด้วยสมาชิก จากคณะสงฆ์ชาวโรมนั้น ต่อมาก็มีสมาชิกจา กชาติต่างๆ ในทวีปยุโรป แต่พระคาร์ดินัลส่วนใหญ่ก็ยังเป็นชาวอิตาเลี่ยนอยู่นั่นเอง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1875 จึงมีพระคาร์ดินัล องค์แรกของสหรัฐอเมริกาคือ พระคาร์ดินัลยอห์น แมคคลอสกี้ (John McCloskey) แห่งนิวยอร์ค และต้องรอจงถึงปี ค.ศ. 1946 จึงมีพระคาร์ดินัล ชาวจีนองค์แรกคือ พระคาร์ดินัลเตียน (Thomas Tien) ต่อมาในปีค.ศ.1953 ก็มีพระคาร์ดินัลชาว อินเดียองค์แรกคือ พระคาร์ดินัลกราชีอัส (Valcrian Gracias) และในปีค.ศ. 1960 จึงมีพระคาร์ดินัลชาวอัฟริกาผิวดำองค์แรกคือพระคาร์ดินัลลอเรียนรูกัมวา (Laurean Rugambwa)

การเลือกผู้หนึ่งผู้ใดให้รับตำแหน่งพระคาร์ดินัล ขึ้นอยู่กับพระสันตะปาปาโดยตรง พระคาร์ดินัล-สังฆราชจะต้องเป็นสังฆราชประจำสังฆมณฑลรอบๆ กรุงโรม ดังที่ได้กล่าวแล้ว แต่ในปัจจุบันตำแหน่งสังฆราชประจำสังฆมณฑลดังกล่าวก็เป็นเ พียงเกียรตินามเท่านั้น เพราะผู้ที่บริหารสังฆมณฑลดังกล่าวจริงๆเป็นพระสังฆราชอีกองค์หนึ่ง พระคาร์ดินัล-สงฆ์ และพระคาร์ดิ นัล-สังฆานุกรซึ่งแต่แรกเลือกมาจากพระสงฆ์และสังฆานุกรนั้นอาจจะเป็นพระสังฆราชอยู่ก่อนแล้วก็ได้ นอกจากนั้นตลอดเวลาหล ายศตวรรษที่แล้วมา คณะพระคาร์ดินัลมักจะมีผู้ที่เป็นฆราวาส (คือ ยังไม่ได้รับศีลบวช) รวมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่งอยู่เสมอโดยเฉพ าะในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยา (Renaissance) ซึ่งพวกเจ้านาย หรือพระสันตะปาปามักจะแต่งตั้งญาติพี่น้องหรือพรรคพวกของตน ให้มีตำแหน่งคาร์ดินัล เอาไว้ช่วยตัดสินสนับสนุนนโยบายในการบริหารโดยผู้ที่รับตำแหน่งคาร์ดินัลเหล่านี้มีเพียงแต่เจตนา จะรับศีลบวช “สักวันหนึ่งในอนาคต” เท่านั้น ในสมัยนั้นคณะพระคาร์ดินัลจึงมีหลายท่านที่ยังไม่ได้รับศีลบวชเพราะไม่มีเจตน า หรือเพราะอายุไม่ถึงกำหนดคือเป็นเด็กอายุเพียง 10 ขวบ หรือน้อยกว่านั้น นับเป็นเรื่องที่นำความเสื่อมเสียมาให้พระศาสนจัก รอยู่ไม่น้อย พระสังคายนาที่เมืองเตรนต์ ได้ล้มเลิกธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ และข้อกำหนดของพระสันตะปาปาซิกตุสที่ 5 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะรับเลือกเป็นพระคาร์ดินัลว่า ต้องมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมความศักดิ์สิทธิ์และดำเนินชีวิต น่าเคารพนับถือ อายุ (อย่างน้อยที่สุด) ของพระคาร์ดินัลแต่ละขั้น ต้องถือตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับผู้รับศีลบวชขั้นนั้นๆ คือ 22 ปีสำหรับสังฆานุกร, 23 ปีสำหรับพระสงฆ์ และ 30 ปี พระสังฆราช นอกจากนั้นถ้าผู้รับเลือกยังไม่ได้รับศีลบวชเมื่อรับแต่ งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล จะต้องได้รับศีลบวชตามขั้นพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย และพระสันตะปาปาบุญราศี ยอห์น ที่ 23 กำหนดให้ พระคาร์ดินัลทุกองค์ที่ยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชเมื่อรับแต่งตั้ง ต้องรับศีลบวชเป็นพระสังฆราชเสียก่อน (15 เมษายน ค.ศ. 1962)

ตำแหน่งพระคาร์ดินัลไม่ใช่ศีลบวช การแต่งตั้งจึงไม่ใช่พิธีบวชอย่างที่บางท่านอาจจะเข้าใจ แต่เป็นเพียงการเลื่อนสมณศักดิ์เท่านั้น พิธีแต่งตั้งกระทำในการประชุมคณะพระคาร์ดินัลกับพระสันตะปาปา ที่เรียกว่า “Consistory” ซึ่งแยกเป็ น “การประชุมภายใน” (Secret Consistory) ที่พระสันตะปาปาทรงแจ้งรายชื่อผู้ที่จะรับตำแหน่งพระคาร์ดินัลให้คณะพระ คาร์ดินัลทราบ การแจ้งนี้ทำให้พระคาร์ดินัลใหม่ได้รับสิทธิที่จะเข้าประชุมเลือกพระสันตะปาปาได้ทันที รวมทั้งอภิสิทธิ์อื่นๆ ขอ งพระคาร์ดินัล หลังจากนั้นจะมีพิธีมอบหมวกแดง (biretta) ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระคาร์ดินัลในการประชุมภายนอก (Public Consistory ) และหลังจากนั้นพระคาร์ดินัล-สงฆ์ (เช่นพระคาร์ดินัลมีชัยของเรา)และพระคาร์ดินัล-สังฆานุกร ก็จะไปกระทำพิธีเข้าครอบครองวัดประจำตำแหน่งในกรุงโรมตามโอกาส

เครื่องหมายประจำตำแหน่งของ พระคาร์ดินัล โดยเฉพาะคือ หมวกปีกกว้าง (galero, ซึ่งในปัจจุบันเลิกใช้แล้ว) และหมวก “บีเร็ตต้า” (biretta หมวกทรงสี่เหลี่ยม สันด้านบนเป็นสามแฉก) สีแดง (เลือดนก) ซึ่งเป็นสีของอาภรณ์อื่นๆ ของพระคาร์ดินัลด้วย (สีอาภรณ์ของพระสังฆราชคือ สีม่วง) สีแดงนี้เป็นสัญลักษณ์หมายถึง โลหิตที่พระคาร์ดินัล จะต้องมีความกล้าหาญถึงกับยอมสละได้ เพื่อป้องกันและเทิดทูนคำสอนที่พระศาสนจักรสั่งสอน เพื่อเสริม สร้างสันติภาพ และความสงบสุขของประชาก รคริสตชน เพื่อความเจริญมั่นคงของพระศาสนจักร ฉะนั้นในพิธีแต่งตั้งพระสันตะปาปาจะกล่าวกับพระคาร์ดินัลใหม่ ขณะที่ทรงมอบหมวกแดงประจำตำแหน่งนี้ว่า “เพื่อเป็นเกียรติแด่พระเป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพและเป็นอาภรณ์ประดับสันตะสำนัก ท่านจงรับหมวกแดงอันเป็นเครื่องหมายตำแหน่งคาร์ดินัลอันสูงส่ง หมวกแดงนี้หมายความว่า ท่านจะต้องแสดง ตนกล้าหาญ แม้กระทั่งจะต้องหลั่งโลหิตถึงแก่ชีวิต เพื่อยกย่องเทิดทูนความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสันติภาพและความสงบสุขของประชากรคริสตชน เพื่อความเจริญมั่นคงของพระศาสนจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เดชะพระนามพระบิดาแล ะพระบุตร และพระจิต”

เนื่องจากตำแหน่ง คาร์ดินัล เป็นสมณศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในพระศาสนจักรรองจากพระสันตะปาปา พระคาร์ดินัลแต่ละท่านจึงมีศักดิ์เทียบได้กับ“เจ้าชาย”ในราชวงศ์ พระสันตะปาปาอูรบันที่ 8 (ค.ศ.1630) ทรงอนุญาตให้พระคาร์ดินัลใช้คำนำหน้า ชื่อว่า “Eminence” (พระสันตะปาปาใช้คำนำหน้านามว่า Holiness เช่น “His Holiness Pope John-Paul II” ส่วนพระสังฆราชใช้ว่า “ Excellency”) นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 พระคาร์ดินัลมีศักดิ์เหนือบรรดาพระสังฆราชและอัครสังฆราชและในศตวรรษที่ 15 ยังมีศักดิ์เหนือบรรดาพระอัยกา ด้วย (Patriarch เป็นตำแหน่งประมุขของพระศาสนจั กรสำคัญแต่โบราณ โดยเฉพาะจากพระศาสนจักรทางตะวันออก (กลาง) เช่น อเล็กซานเดรีย, เยรูซาเล็ม, คอนสแตนติโนเปิล, เว นิส, ลิสบอน ฯลฯ) นอกจากนั้นพระคาร์ดินัลแม้เป็นเพียงพระสงฆ์ ยังมีสิทธิลงคะแนนเสียงในการประชุมสังคายนาได้ด้วย สิทธิลงคะแนนเสียงในการประชุมสังคายนานี้เป็นสิทธิ์ของพระ สังฆราชเท่านั้น

ในบรรดาหน้าที่และอภิสิทธิ์ต่างๆ ของพระคาร์ดินัลตามที่กำหนดไว้ในประมวล กฎหมายของพระศาสนจักร นั้น หน้าที่ที่เห็นได้ชัดเจนกว่าเพื่อนก็คือ การเลือกตั้งและรับเลือกตั้งเป็นพระสันตะปาปา แต่เดิมทีเดียวพระสันตะปาปา ในฐานะที่เป็นพระสังฆราชแห่งกรุงโรม ได้รับเลือกจากบรรดาสัตบุรุษและคณะสงฆ์ของกรุงโรมให้ดำรงตำแหน่งต่อมา บรรดาพระสังฆร าชของสังฆมณฑลรอบๆ กรุงโรมก็มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งพระสันตะปาปาด้วย และเมื่อตำแหน่งคาร์ดินัลเพิ่มความสำคัญขึ้นในฐา นะที่ปรึกษาพิเศษของพระสันตะปาปา พระคาร์ดินัลก็มีสิทธิ์มากขึ้นในการเลือกพระสันตะปาปา ในปี ค.ศ. 1059 พระสันตะปา ปา นิโคลัส ที่ 2 ทรงกำหนดให้พระคาร์ดินัลเท่านั้นมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งพระสันตะปาปาได้ ทั้งนี้ก็เพื่อขจัดการแทรกแซ งของผู้ปกครองบ้านเมือง และพระจักรพรรดิในการกำหนดตัวผู้ที่จะขึ้นเป็นพระสันตะปาปา ตามกฎนี้ทีแรกพระคาร์ดินัล-สังฆรา ชทั้ง 6 องค์ จะต้องเลือกและเสนอชื่อพระคาร์ดินัลจำนวนหนึ่ง ที่เห็นว่าเหมาะสมน่าจะเป็นพระสันตะปาปาได้ ให้คณะ คาร์ดิ นัลลงคะแนนตัดสินเลือกท่านหนึ่งจากรายชื่อนี้ แต่ต่อมาในปีค.ศ. 1139 พระสังคายนาลาเตรัน ที่ 2 ได้ยกเลิกการเสนอรายชื่ อผู้ควรที่รับเลือกนี้เสีย และในปี ค.ศ. 1179 พระสังคายนาลาเตรัน ที่ 3 ก็กำหนดให้ผู้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนพระ คาร์ดินัลที่ออกเสียงได้เป็นพระสันตะปาปาทันที กฎนี้ยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ แต่พระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ยังกำหนดไว้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1970 ด้วยว่า พระคาร์ดินัลที่มีอายุเกิน 80 พรรษาแล้วไม่มีสิทธิลงคะแนนและรับเลือกตั้งเป็นพระสันตะปาปาอีก และจะต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ของพระศาสนจักรและของรัฐวาติกันด้วย

การลงคะแนนเลือกตั้งพระสันตะปาปากระทำที่กรุงโรมเป็นการภายใน ระหว่างพระคาร์ดินัลเรียกว่า “Conclave” (คำว่าภาษาลาตินแปลว่า “ห้อง” ที่ปิดกุญแจ) ไม่มีการติดต่อกับภายนอก จนกว่าจะทำการเลือกตั้งสำเร็จแล้ว ผลการลงคะแนนเลือกตั้งได้รับการประกาศให้ประชาชนที่มาชุมนุม รอคอยทราบ ที่บริเวณลานพระมหาวิหารนักบุญเปโตร โดยใช้สั ญญาณควันทางปล่องไฟ ถ้าการลงคะแนนยังไม่ได้ 2 ใน 3 ที่ต้องการ ควันจะออกมาเป็นสีดำ แสดงว่ายังไม่มีพระสันตะปาปา สัญญาณควันนี้จะปรากฏให้เห็นวันละ 2 ครั้งแต่ถ้าควันออกมาเป็นสีขาว ประชาชนก็จะทราบว่ากา รเลือกตั้งสำเร็จได้พระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้วบรรยากาศในลานพระวิหารนักบุญเปโตร ระหว่างการเลือกตั้งพระสันตะปาปานับว่าเป็นบรรยากาศที่น่าตื่ นเต้นระทึกใจอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน

เท่าที่บรรยายมานี้ คงทำให้ท่านผู้อ่านทราบเรื่องราวกับความหมายของตำแหน่ง และหน้าที่พระคาร์ดินัลได้บ้าง พอสมควรรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆอาจจะทำให้สับสนยิ่งขึ้น จึงขอ จบบทความเรื่อง สถาบันพระคาร์ดินัล เพียงเท่านี้.ข้อมูลจากหนังสือ บนศิลานี้สมเด็จพระสันตะปาปา

 

ขอขอบคุณ:http://www.catholic.or.th/main/index.php?option=com_content&view=article&id=5450:2015-01-06-01-58-21&catid=102:itbkk&Itemid=372

คณะผู้บริหารโรงเรียน

สถิติการเข้าชมเว็บ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday161
mod_vvisit_counterYesterday1261
mod_vvisit_counterThis week1422
mod_vvisit_counterLast week8558
mod_vvisit_counterThis month21831
mod_vvisit_counterLast month50953
mod_vvisit_counterAll days1486801

We have: 57 guests online
Your IP: 54.221.93.187
 , 
Today: ธ.ค. 18, 2017

ใคร ออนไลน์บ้าง

เรามี 57 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ลงชื่อเข้าใช้



ค้นหา

วันนี้มีอะไร

ราคาน้ำมัน

คุณค่าพระวรสาร

ประชาสัมพันธ์ (SJS News)>>>

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากร

12 สิงหา มหาราชินี

แจ้งหยุดเรียนวันเฉลิมพระชนมพรร

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

แจ้งหยุดเรียนวันเข้าพรรษา 2560

สำรวจนักเรียนเรียนพิเศษ

แจ้งหยุดเรียนวันฉลองวัดนักบุญเ

ตารางสอปลายภาคเรียนที่2 การศึก

รับสมัครนักเรียนใหม่ ประจำปีกา

แจ้ง เรื่องการรับวุฒิบัณฑิตน้อ

แจ้งเรื่อง เข้าค่ายลูกสือ-เนตร

ตารางสอบกลางภาคเรียนที่ 2 /255

ตรวจรางวัลหางบัตรคริสต์มาสสัมพ

ขอเชิญร่วมงานคริสต์มาสสัมพันธ์

แจ้งการเปิดและปิดภาคเรียน

-
+
0

มุมยิ้ม>

News image

{jcomments on} 1. ผู้หญิงอายุ 18-20 เหมือนลูกฟุตบอล ที่มีผู้ชาย 20 คน ...

อ่านต่อ>>>
News image

สองพ่อลูกเดินไปโรงเรียน ทันใดนั้นพ่อเกิดเหนื่อยขึ้นมาเลยเข้าไปเรียกสามล้อที่อยู่แถวๆ นั้นว่า "สามล้อ สามล้อ ผมจะไปโรงเรียนคิดเท่าไหร่" คนขับสามล้อรีบตอบไปทันทีว่า "นักเรียนคุณไม่เสีย แต่ผมคิดคุณ50 บา...

อ่านต่อ>>>
News image

      ..............ณ นรกโลกันต์................. ....................ท่านพยายม : ข้าจะให้พรเจ้าเจ้า 3 ประการอยากได้อะไร .............ท่านเเดร็ก : ข้...

อ่านต่อ>>>
News image

  นักเรียนชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาชายแก่ระเบียงหน้าบ้าน นักเรียนชาย: ขอโทษนะค่ะคุณลุง คือดิฉันเผอิญสังเกตเห็นว่าคุณลุงดูมีความสุขจัง ไม่ทราบว่ามีเคล็ดลับอะไรในการดำเนินชีวติยังไงค่ะ ขายแก่: ผมสูบบุหรี่วันละ 3 ซองดื่มเบียร์วันละลัง ...

อ่านต่อ>>>
News image

              &n...

อ่านต่อ>>>
News image

สัตว์อะไรที่เธอชอบ  คุณครูคุยกับเด็กนักเรียนอนุบาล 1 ระหว่างคอยผู้ปกครองมารับกลับบ้าน "ที่บ้านหนูเลี้ยงสัตว์อะไรบ้างคะ" คุณครูถาม "มีหมาแค่ตัวเดียวค่ะ แต่ข้างบ้านเขาเลี้ยงตั้งหลายอย่างค่ะ ...

อ่านต่อ>>>
News image

ต้องใช่แน่ๆ สมชายเดินชมพิพิธภัณฑ์ และหยุดที่หน้าโครงกระดูกไดโนเสาร์ หันไปบอกกับคนที่ยืนข้างๆ "คุณรู้มั๊ย ไดโนเสาร์ตัวนี้อายุ 100 ล้านปีกับอีก 10เดือน" ชายคนนั้นมองด้วยความทึ่งแล้วถามว่า"ทำไมคุณรู้ละเอียดขนาดนั้นเลยล่ะ" "ก็ผมมาที่นี่เมื่อ 10 เดือนที่แล้วไกด์บอกผมว่าเจ้าตัวนี้มันอายุ ...

อ่านต่อ>>>
News image

จอมขี้เกียจ บ่ายวันหนึ่งขณะที่พ่อลูกคู่หนึ่งนอนดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นห้องเดียวกันแต่คนละมุม ในขณะที่พ่อกำลังเคลิ้มจะหลับอยู่นั้น ลูกก็พูดขึ้นว่า… ลูก : พ่อผมหิวน้ำ พ่อ : หิวก็ลุกไปกินสิ  ลูก ...

อ่านต่อ>>>
News image

เงินกับสมอง คุณครูถามนักเรียนในชั้นเรียน ครู : นร.จะเลือกอะไร ระหว่างเงิน กับสมองนร. : ...

อ่านต่อ>>>
News image

สอนลูก ครั้งหนึ่งเด็กน้อยตามแม่เข้าไปในโบสถ์ เขารู้สึกปวดท้องเบาเลยบอกแม่ "แม่ครับ ผมอยากไปฉี่" แม่ตอบว่า "อย่าพูดคำว่าฉี่ในโบสถ์สิจ๊ะลูก คราวหน้าถ้าลูกจะไปฉี่ ให้บอกว่า 'กระซิบ' เพราะว่าสุภาพกว่า นะจ๊ะ" วันอาทิตย์ถัดมา เด็กน้อยนั่งอยู่กับพ่อในโบสถ์ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เข...

อ่านต่อ>>>
News image

คณิตศาสตร์ ในห้องเรียนวิชาเลข เมื่อตอนที่มิสเตอร์บีนยังเป็นเด็กนักเรียน คุณครู: 5 บวก 4 ได้เท่าไร มิสเตอร์บีน: 9 คร...

อ่านต่อ>>>
News image

  เสียสละ ลูกชาย: แม่ครับ ตอนที่อยู่กับพ่อบนรถเมล์เมื่อเช้านี้ พ่อบอกให้ผมสละที่นั่งให้ผู้หญิงสาวคนหนึ่งครับ แม่: ดีจ้ะลูก ลูกทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ลูกชาย: แต่แม่ครับ ...

อ่านต่อ>>>
News image

ผลสอบ   หลังจากที่กลับเข้าถึงบ้าน พ่อเจ้าระเบียบสอบถาม ถึงผลสอบของลูกชายตัวดีทันที "เอาผลสอบมาดูหน่อยสิ" ลูกชายตอบกลับมาทันทีว่า "เ...

อ่านต่อ>>>
News image

เด็กฉลาด    "โตขึ้นอยากเป็นอะไร ...

อ่านต่อ>>>

More in: มุม...อมยิ้ม

-
+
6

Clip for Kid1>>>

สาระน่ารู้>

More in: สาระน่ารู้

Clip for Kid2>>>